ประวัติของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมเฮนโด้ยอดผู้นำของลิเวอร์พูล

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

SPORTTOUR จะพาไปรู้จักกับสุดยอดกัปตันทีมยุคนี้ที่ของที่สุดในเกาะอังกฤษ คงไม่พ้น เฮนโด้ ของทีม ลิเวอร์พูล ผู้ที่สู้กับตัวเอง ผลักดันจนลบคำสบประมาทได้ เขาคือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ข้อมูลนักเตะ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

  • ชื่อเต็ม : จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน (Jordan Brian Henderson)
  • เกิด : 17 มิถุนายน ค.ศ. 1990
  • อายุ : 30 ปี
  • สัญชาติ : อังกฤษ
  • สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล , เบอร์ 14
  • ตำแหน่ง : กองกลาง
  • ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร

จุดเริ่มต้นนักฟุตบอลอาชีพของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (Jordan Henderson) หรือ จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน เกิดที่เมืองซันเดอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ เขาเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง โดยเขามีคุณพ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลของทีมกรมตำรวจเดอแรม ทำให้เขาหลงใหลในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก และได้เข้าเป็นนักฟุตบอลในทีมเยาวชนของสโมสร ซันเดอร์แลนด์ ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว ตัวของเขาก็ไม่ได้เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในเรื่องของเกมกีฬาแม้แต่อย่างใด แต่ด้วยความขยันและการแสวงหาโอกาสที่จะได้ลงเล่นฟุตบอลของเขา ทำให้โค้ชในทีมเยาวชน ซันเดอร์แลนด์ ชอบและยกย่องให้เขามีหัวใจนักสู้เป็นอย่างมาก

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 1
สมัยเยาวชนของ เฮนเดอร์สัน

เฮนเดอร์สัน เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับสโมสร ซันเดอร์แลนด์ โดยเขาได้ลงเล่นในตำแหน่งปีก โดยในเวลานั้นเขาทำผลงานให้กับทีมเยาวชนของสโมสรได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเป็นกำลังหลักในการพาทีมคว้าแชมป์ลีกเยาวชน ยู-18 ในปี 2008 มาครอบครองได้สำเร็จ ก่อนที่ในจะถูกปล่อยตัวไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และขัดเกลาฝีเท้ากับสโมสร โคเวนทรี ซิตี้ ในปี 2009

หลังจากที่เขาพาทีมเยาวชนชุด ยู-18 คว้าแชมป์ลีกมาได้นั้น เฮนเดอร์สัน ก็ได้รับข้อเสนอจากสโมสรในลีกล่างอย่างมากมาย ทางสโมสรจึงตัดสินใจที่จะส่งตัวเขาไปฝึกฝีเท้ากับทางสโมสร โคเวนทรี ซิตี้ ซึ่งการย้ายไปในสัญญายืมตัวของเขาในครั้งนี้ ทำให้ เฮนโด้ ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนร่วมกับเกมอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เขากลายเป็นที่รักของแฟนบอลเป็นอย่างมาก เขาลงสนามไปทั้งหมด 13 นัด และทำไปได้อีก 1 ประตู ก่อนที่เขาจะได้รับอาการบาดเจ็บจากการถูกเข้าปะทะอย่างหนัก ทำให้ในซีซั่นที่ดูเหมือนจะไปได้ด้วยดีของเขาต้องจบลงอย่างรวดเร็ว และถูกส่งกลับไปรักษาตัวกับทางสโมสรต้นสังกัด

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 2
เฮนเดอร์สันไต่เต้าตัวเองตั้งแต่ โคเวนทรี

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ได้กลับมารักษาอาการบาดเจ็บจากในซีซั่น 2009/2010 ที่สโมสร ซันเดอร์แลนด์ จนหายขาด และได้เริ่มกลับมาฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมได้อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ เฮนโด้ ได้ถูกทางต้นสังกัดดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรและยึดตำแหน่งปีกขวาตัวจริงของสโมสรได้ในทันที

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็กลายเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการฟุตบอลอังกฤษและยังเป็นที่หมายตาของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างมากมายอีกด้วย  ในซีซั่นต่อมา เฮนโด้ ยังคงได้รีบความไว้วางใจจากทางผู้จัดการทีมและกลายเป็นนักเตะตัวหลักที่สโมสรซันเดอร์แลนด์ ขาดไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะยังมีอายุน้อย แต่ สตีฟ บรูซ นายใหญ่ของทัพแมวดำในเวลานั้น ก็ได้เข้ามาปรับตำแหน่งให้กับตัวเขาให้เปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางเป็นตัวขับเคลื่อนเกมในสนาม ซึ่งทำให้ตัวเขายิ่งมีฟอร์มการเล่นที่ดีและโดดเด่นมากกว่าตอนเล่นในตำแหน่งริมเส้น เพราะเฮนเดอร์สัน มีทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำและยังสามารถอ่านเกมได้อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่าเขากลายเป็นหัวใจสำคัญของ ซันเดอร์แลนด์ ทำให้ในฤดูกาล 2010/2011 เฮนเดอร์สัน เขาได้ลงสนามให้กับทางสโมสรไปครบ 38 นัด เลยทีเดียว

กลับมายังต้นสังกัดแรกของเขาเองอีกครั้ง

จากฟอร์มการเล่นที่เจ้าตัวทำออกมาได้อย่างดีและมีความสม่ำเสมอเป็นอย่างมาก ทำให้สโมสร ซันเดอร์แลนด์ รีบต่อสัญญาให้กับเขายาวออกไปอีก 5 ปี และนอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ประจำฤดูกาล 2010/2011 ของสโมสรซันเดอร์แลนด์อีกด้วย

ต่อมาหลังจบซีซั่นดังกล่าวเจ้าตัวกลายเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่มีหลายสโมสรยักษ์ตามล่าตัวเป็นอย่างมาก แต่แล้วก็เป็นสโมสร ลิเวอร์พูล ที่สามารถเจรจายื่นข้อเสนอขอซื้อตัว เฮนโด้ ได้สำเร็จ

หลังจากที่ เฮนเดอร์สัน สร้างผลงานอันสุดยอดเยี่ยมให้กับสโมสร ซันเดอร์แลนด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่รอช้ารีบยื่นข้อเสนอเป็นจำนวนเงิน 20 ล้านปอนด์เพื่อกระชากตัวเขาเข้ามาร่วมทีม พร้อมทั้งให้เสื้อหมายเลข 14 และคาดหวังว่าเขาจะเข้ามาเป็นตัวแทนของกัปตันทีมอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด

ว่าที่คนที่จะเข้ามาเป็นกัปตันทีมคนใหม่(เฮนเดอร์สัน) ของ ลิเวอร์พูล

ซึ่งในฤดูกาลแรกที่เขาได้ย้ายมาอยู่กับสโมสร ลิเวอร์พูล ถือว่า เฮนเดอร์สัน ต้องทำงานหนักเพื่อที่จะหาโอกาสในการลงสนามในฐานะนักเตะตัวจริงบ้าง แต่เนื่องจากปัญหาการปรับตัวและทีมลิเวอร์พูลในเวลานั้นเต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังอย่างมากมาย ทำให้เขาจำเป็นต้องรอโอกาสในการลงสนาม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเจ้าตัวมันจะถูกส่งลงเล่นในเกมลีกคัพเพียงเท่านั้น

ในซีซั่นต่อมา เฮนเดอร์สัน ได้มีโอกาสในการลงสนามมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาเริ่มกลับมามีผลงานที่ดีขึ้นตามลำดับ และเริ่มที่จะได้ลงสนามแทน สตีเวน เจอร์ราร์ด อยู่อย่างบ่อยครั้งและกลายเป็นกำลังสำคัญในแดนกลางของ หงส์แดง ได้สำเร็จ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เจอร์ราร์ด จะได้ย้ายออกจากสโมสรไป ทำให้เขาได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมทีมให้ได้รับปลอกแขนกัปตันทีมคนต่อไป

หลังจากที่กัปตันทีมอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด ได้อำลาสโมสรไปอยู่กับทาง LA Galaxy ทีมดังในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางด้านสโมสร  ลิเวอร์พูล ได้ทำการแต่งตั้งให้ เฮนเดอร์สัน ให้สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมคนใหม่ของสโมสร ในวันที่ 1 มีนาคม 2015

เฮนโด้ ได้ลงประเดิมสนามในฐานะกัปตันทีมคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล ในเกมสโมสร เปิดบ้านเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปด้วยสกอร์ 2-1 ถือเป็นการประเดิมปลอกแขนที่น่าจดจำในชีวิตการค้าแข้งของเขาเป็นอย่างมาก จากความเป็นผู้นำและมักจะกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมได้อยู่เสมอ ทำให้เขาสามารถปลุกใจเพื่อนร่วมทีมให้มีแรงวิ่งสู้กับสโมสรอื่นๆ ได้แบบน่าเหลือเชื่อ ทำให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมในเวลานั้น ได้ทำการต่อสัญญา เฮนเดอร์สัน ยาวออกไปถึงปี 2020 พร้อมทั้งเพิ่มค่าเหนื่อยให้กับเขาเป็นจำนวนเงิน 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

จากการเข้ามาสร้างทีมและปรับปรุงสโมสรครั้งยิ่งใหญ่ ของบรมกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้สร้างความแปลกใหม่ภายในสโมสรอย่างมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงจะอยู่คู่กับทีมนั้นก็คือ เฮนเดอร์สัน ที่ยังคงได้รับหน้าที่คอยบัญชาเกมอยู่เสมอ ถึงแม้จะมีในบ้างช่วงที่เขาฟอร์มตกหรือได้รับอาการบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการทีมรายนี้อยู่ตลอด

ซึ่งในฤดูกาล 2018/2019 เขาและสโมสรลิเวอร์พูลได้มีฟอร์มการเล่นที่ดุดันและสร้างหน้าประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรได้อีกหนึ่งครั้ง เพราะเขาสามารถพาทัพหงส์แดงเข้าไปได้ถึงรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขัน ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยต้องเข้าไปชิงถ้วยบิ๊กเอียร์กับสโมสรร่วมศึกพรีเมียร์ลีกอย่าง ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางด้าน ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 พร้อมคว้าแชมป์และประกาศตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งทวีปยุโรปได้ในสมัยที่ 6

จนกระทั่งปลายปี 2019 สโมสรลิเวอร์พูลก็ได้ประกาศความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ในศึกการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกได้สำเร็จ จากการเอาชนะ ทีม ฟลาเมงโก สโมสรชั้นนำในประเทศ บราซิล ไปด้วยสกอร์ 1-0 ขึ้นผงาดคว้าแชมป์สโมสรโลกได้ในทันที

เกียรติประวัติ

สโมสร ลิเวอร์พูล

  • พรีเมียร์ลีก : 2019–20
  • อีเอฟแอลคัพ : 2011–12
  • ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก : 2018–19
  • ยูฟ่าซูเปอร์คัพ : 2019
  • ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก : 2019

รางวัลส่วนตัว

  • England U21 Player of the Year Award : 2012
  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของลิเวอร์พูล : 2011–12
  • นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของซันเดอร์แลนด์ : 2009–10, 2010–11
  • Premier League Goal of the Month : กันยายน 2016
  • UEFA Midfielder of the Season third place : 2018–19
  • England Senior Men’s Player of the Year : 2019
  • FWA Footballer of the Year : 2019–20
  • Liverpool Fans’ Player of the Season Award : 2019–20
  • PFA Team of the Year : 2019–20 Premier League
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month : กันยายน 2014, มีนาคม 2015
  • ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือนของอีเอ สปอร์ตส์ : กุมภาพันธ์ 2014

ขอขอบคุณบทความประวิติดีๆ โดย ufa168