ประวัติของ เวย์น รูนีย์ อดีตนักล่าตาข่ายของผีแดงที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ชใหม่ป้ายแดง

เวย์น รูนีย์

SPORTTOUR วันนี้จะพาไปรู้จักกับอดีตกัปตันทีมยอดกองหน้าดาวยิงจอมล่าตาข่ายของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฉายาที่คนไทยเรียกติดปากกันว่า หมูรูน หรือ กัปตันหมูรูน เขาคือ เวย์น รูนีย์

ข้อมูลนักเตะ เวย์น รูนีย์

  • ชื่อเต็ม : เวย์น มาร์ก รูนีย์ (Wayne Mark Rooney)
  • เกิด : 24 ตุลาคม ค.ศ. 1985
  • อายุ : 35 ปี
  • สัญชาติ : อังกฤษ
  • สโมสรปัจจุบัน : ดาร์บี้ เคาน์ตี้ (ผู้จัดการทีม)
  • ตำแหน่ง : อดีตกองหน้า
  • ส่วนสูง : 176 เซนติเมตร

จุดเริ่มต้นนักฟุตบอลอาชีพของ เวย์น รูนีย์

เวย์น รูนีย์ เป็นลูกชายคนโตของ โทมัส และ เจนเนสส์ รูนีย์ พ่อและแม่ของเขาเป็นชาวไอริชที่อพยพเข้ามาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ย่านคร็อธเทธ เมืองลิเวอร์พูล ในครอบครัวที่เป็นคาทอลิก เวย์น รูนี่ย์ จึงเข้าร่วมโรงเรียนประถม Our Lady และ St. Smiithin หลังสำเร็จการศึกษาระดับประถม เวย์น รูนีย์ ได้เข้าศึกษาต่อที่ De La Salle Humanities College โดยสถานศึกษาแห่งนี้ยังเป็นที่เจียระไนฝีเท้าให้เขาได้ก้าวเข้าสู่วงการลูกหนังอีกด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาน้องชายของเขา เกรแฮม และ จอห์น ก็ได้เดินตามรอยพี่ชายมาติดๆ

ในขณะที่ รูนี่ย์ ศึกษา และ เล่นฟุตบอลให้กับ De La Salle Humanities College ก็ได้มีแมวมองจากสโมสรยักษ์ใหญ่หลายทีมให้ความสนใจในตัวของเขา แต่ในความรักที่มีแต่ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน จึงทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้นที่จะเข้าร่วมทีมเยาวชนและเป็นนักเตะฝึกหัดกับทีมเอฟเวอร์ตันในปี 1996 ด้วยความเก่งกาจและพรสวรรค์ที่มีพร้อมเขาใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถที่จะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรได้ และได้แจ้งเกิดกับทีมด้วยการพังประตูในเกมที่เอฟเวอร์ตันเอาชนะอาร์เซน่อลในเกมพรีเมียร์ลีก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2002 โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน โทมัส รัดซินสกี ในนาทีที่ 80 และในเกมนัดนั้นเขายังสามารถหยุดสถิติไร้พ่ายของอาร์เซน่อลไว้ได้ที่ 30 นัดต่อติดกันในลีก ด้วยท่าดีใจประกอบกับเสื้อซับในที่สกรีนประโยคเด็ดที่ว่า “Once a blue, Always a blue” ทำให้สร้างเสียงฮือฮาและส่งผลให้เขากลายเป็นที่รักของบรรดาแฟนบอลท็อฟฟี่สีน้ำเงิน พร้อมทั้งกลายเป็นนักเตะมหัศจรรย์ของวงการลูกหนังเมืองผู้ดีได้ในทันที

รูนีย์ เอฟเวอร์ตัน
เวย์น รูนีย์ สมัยค้าแข้งเยาวชนให้กับ เอฟเวอร์ตัน

ในปี 2004 เวย์น รูนี่ย์ ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ พร้อมทั้งสวมเสื้อหมายเลข 8 เขามีค่าจ้างต่อสัปดาห์สูงถึง 100, 000 ปอนด์เลยทีเดียว ทำให้ในเวลานั้นเขาเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีค่าตัวแพงที่สุดของโลกเลยทีเดียว

ซึ่งในงานแถลงข่าวเปิดตัว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมมีความรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังที่ได้เตะหนุ่มที่มีความยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศนี้ในรอบ 30 ปี เลยทีเดียว เราทุกฝ่ายพอใจกับการเซ็นสัญญาในครั้งนี้” และในเกมเปิดตัวในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ เฟเนร์บาห์เช่ ในเกมแชมป์เปียนส์ ลีก

เขาสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับแฟนผีแดงได้วยด้วยการไล่พังประตู เฟเนร์บาห์เช่ ไปได้ถึง 3 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัดใหม่เอาชนะ เฟเนร์บาห์เช่ ไปถึง 6-2 ทำให้บรรดาแฟนบอลและเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม ต้องออกมายอมรับในฝีเท้าและซูฮกกับฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของดาวเตะมหัศจรรย์คนนี้กันเลยทีเดียว ด้วยความเก่งกาจและพรสวรรค์มากมายของตัวเขาจึงทำให้เขาเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ของสโมสรและในทีมชาติเลยก็ว่าได้

อันที่จริงแล้ว รูนี่ย์ มีแนวโน้มว่าจะได้อยู่ที่ เอฟเวอร์ตัน ต่อ หากไม่มีการต่อรองจากทางด้าน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ปีศาจแดงก็อาจจะไม่มีวันได้ตัวดาวเตะผู้นี้แล้วก็ได้ ในขณะที่สื่อหลายสำนักกำลังประโคมข่าวเกี่ยวกับการซื้อตัวนักเตะ จึงทำให้สร้างแรงกดดันให้กับทางเอฟเวอร์ตัน เป็นอย่างมาก แต่ถึงยังไงแม้ว่าพวกเขาพยายามที่รั้งตัวนักเตะไว้ด้วยการเสนอสัญญา 5 ปี และค่าเหนื่อยที่สูงสุดในสถิติสโมสร คือ 50,000 ปอนด์ ต่อสัปดาห์ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับตัวดาวเตะผู้มากพรสรรค์รายนี้ได้

เวย์น รูนีย์ แมนยู
เวย์น รูนีย์ เปิดตัวเป็นนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เต็มตัว

รูนีย์ ได้รับเกียรติเป็นกัปตันทีม

ด้วยความเปลี่ยนแปลงมาอย่างมากมายมากมายของสโมสร และการย้ายออกจากทีมของกัปตันทีมคนเก่าอย่าง เนมันย่า วิดิช ที่ย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน และการเข้ามาของกุนซือจอมปรัชญาอย่าง หลุย ฟาน กัล ส่งผลให้ เวย์น รูนี่ย์ ได้ขึ้นแท่นกลายเป็นกัปตันทีมคนใหม่ทันที เขาได้ประเดิมสนามในฐานะกัปตันทีมคนใหม่ด้วยกันซัดลูกยิงจักรยานอากาศส่งลูกบอลเข้าไปตุงตาข่ายในเกมกับ สวอนซี ทันที แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะพาทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ไปได้

ในวันที่ 27 กันยายน 2014 เขาสามารถทำลายสถิติขึ้นมาเป็นดาวยิ่งสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 2 แทนที่ของ เธียร์รี่ อองรี ด้วยจำนวนประตู 208 ลูก ได้สำเร็จและได้พาทีมขึ้นไปรั้งอันดับ 3 หลังพาทีมชนะ เวสต์แฮม ไปได้ 2-1 แต่ก็ต้องสังเวยชัยชนะครั้งนี้ด้วยใบแดงไล่ออกจากสนามไป

ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2016 เขาสามารถทำประตูที่ 238 และแซงหน้า เดนนิส ลอว์ ในการทำประตูสูงสุดของสโมสร ตามหลังแค่เพียง เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน แค่คนเดียวเท่านั้น และในปีเดียวกัน รูนี่ย์ ได้พาต้นสังกัดทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศในการแข่งขัน ฟุตบอล เอฟเอคัพ และสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ ด้วยการเอาชนะ คริสตัน พาเลช 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ในปี 2016 หลัง หลุด ฟาน กัลป์ ถูกยุติตำแหน่งในฐานะนายใหญ่ทัพผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แต่งตั้งนายใหญ่คนใหม่เขามาแทนที่ทันที โดยผู้สืบทอดทำนานบทนี้ ก็คือ โจเซ่ มูรินโญ่ เขาเข้ามาพร้อมกับความหวังมากมายที่จะพาทีมกลับไปสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์ทั้งหลาย แต่เหมือนว่าการกลับเข้าสู่เส้นทางนั้นช่างดูยากลำบากมาก เขาได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของนักเตะในทีม และได้ดึงนักเตะเยาวชนขึ้นมาทดลองใช้มากมาย อีกทั้งยังดึงมหาเทพอย่าง ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช เข้ามาร่วมทีมแบบฟรีๆ อีกด้วย การเข้ามาของ ซลาตัน นั้น ทำให้ รูนี่ย์ ได้ถูกลดบทบาทในทีมไปอย่างมาก

เขาถูกดึง ลงมาเล่นเป็น กองกลางตัวรุก และอีกหลายๆ ตำแหน่ง ทำให้โอกาสได้การทำประตูนั้นยิ่งน้อยลง แต่ก็ยังสามารถทำประตูได้อยู่เสมอ ทั้งยังสร้างสถิติให้ตัวเองด้วยการทำประตูที่ 39 ในเวทียุโรปแซงหน้ากองหน้ารุ่นพี่อย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย ในศึกยูโรป้า ลีก ที่ต้นสังกัดสามารถเอาชนะ เฟเยนูดร์ด 4-0 และในวันที่ 7 มกราคม ในศึก เอฟเอ คัพ รอบ 3 แมนฯยูไนเต็ด เปิดบ้านพบกับ เรดดิ้ง เวย์น รูนี่ย์ สามารถทำประตูให้กับตัวเองเพิ่มอีก 1 ประตู ส่งผลให้เขาสามารถสร้างเกียรติประวัติให้กับตัวเองได้ด้วยการเป็นดาวยิงสูงสุดของสโมสร โดยทำได้ทั้งหมด 249 ประตู เทียบเท่ากับ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในทันที

หลังการเข้ามาคุมทีมของ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” โจเซ่ มูรินโญ่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ถูกลดบทบาทลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสการลงสนามหรือถูกจับมานั่งเป็นตัวสำรองตลอด ส่งผลให้เจ้าตัวไม่ค่อยจะมีความสุขกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้สักเท่าไหร่ จึงตัดสินใจขึ้นบัญชีขอย้ายออกจากทีมทันที ซึ่งแน่นอนเป้าหมายเดียวที่เขาต้องการที่จะย้ายไปนั่นคือ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นที่ที่ปลุกปั้นเขาขึ้นมา เปรียบเสมือนว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเขา โดยไม่นานหลังมีข่าวว่าเขาได้ทำการขอขึ้นบัญชีย้ายออกจากทีมนั้น เขาก็ได้บรรลุข้อตกลงกับไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตัน โดยที่เขายอมลดค่าเหนื่อยของตัวเองลงมาถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยรับอยู่ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยเขาเข้าไปสวมเสื้อหมายเลข 10 แทนที่ของ โลเมลู ลูกากู ที่ได้ย้ายสลับขั้วไปอยู่กับต้นสังกัดเก่าของเขาอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นและการเล่นที่ช้าลงของตัวเขา ทำให้เขาไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ โรนัลด์ คูมัน ทำให้เขาต้องจึงตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการย้ายข้ามทวีปไปค้าแข้งอยู่ในศึกเมเจอร์ลีก ของประเทศ สหรัฐอเมริกา กับทีม ดีซี ยูไนเต็ด ด้วยสัญญา 3 ปีครึ่ง

และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2018 ได้ออกมาแถลงกับสื่อหลายสำนักว่าเขาต้องการที่จะยุติบทบาทการเล่นฟุตบอลในนามทีมชาติอย่างเป็นทางการ โดยดาวยิงวัย 32 ปีผู้นี้ได้ลงสนามรับใช้ทีมอังกฤษนัดในแรกเมื่อเขาอายุเพียง 17 ปี 111 วัน และลงเล่นไปทั้งหมด 119 นัด สามารถทำประตูได้ทั้งหมด 53 ประตู พร้อมทั้งยังเป็นดาวซัลโวตลอดกาลของประเทศอังกฤษ รวมทั้งยังเป็นนักเตะที่รับใช้ทีมชาติอังกฤษมากที่สุดเป็นอันดับสอง เป็นรองแค่ ปีเตอร์ ชิลตัน แค่ 6 นัดเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่ออายุมากขึ้น ฟอร์มการเล่นก็ลดถอยลง ทำให้มีเด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่จะพร้อมรับใช้ชาติและทำผลงานได้ดีกว่าเขา แต่นี่สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเขาคือผู้เล่นระดับตำนานของจริง ไม่ว่าจะในระดับทีมชาติหรือสโมสร เขาก็ได้สร้างชื่อและได้จารึกเกียรติประวัติของตัวเองไว้มากมาย ว่าคือกองหน้าเบอร์ 1 ของประเทศอังกฤษ

เกียรติประวัติ

สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

  • พรีเมียร์ลีก : 2006-07 , 2007-08 , 2008-09 , 2010-11 , 2012-13
  • เอฟเอ คัพ : 2016
  • คอมมิวนีตี้ ชิลด์ : 2007 , 2010 , 2011 , 2016
  • ลีก คัพ : 2005-06 , 2009-10
  • ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก : 2007-08
  • ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ : 2008

รางวัลส่วนตัว

  • PFA Players’ Player of the Year (1) : 2009-10
  • PFA Young Player of the Year (2) : 2004-05, 2005-06
  • PFA Fans’ Player of the Year (2) : 2005-06, 2009-10
  • PFA Premier League Team of the Year (3) : 2005-06, 2009-10, 2011-12
  • FWA Footballer of the Year (1) : 2009-10
  • Sir Matt Busby Player of the Year (2) : 2005-06, 2009-10
  • BBC Young Sports Personality of the Year (1) : 2002
  • Bravo Award (1) : 2003
  • UEFA Euro 2004 Team of the Tournament
  • FIFPro World Young Player of the Year (1) : 2004-05
  • Premier League Player of the Month (5) : February 2005, December 2005, March 2006, October 2007, January 2010
  • Barclays Player of the Year (1) : 2009-10
  • Premier League 20 Seasons Awards (1992-93 to 2011-12)
  • Best Goal (vs. Manchester City ,12 February 2011)
  • FIFA Club World Cup Golden Ball (1) : 2008
  • England Player of the Year (2) : 2008, 2009
  • Golden Boot Landmark Award 20 (1) : 2009-10
  • FIFA/FIFPro World XI (1) : 2011

ขอขอบคุณบทความประวัตินักฟุตบอล ระดับตำนาน โดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/