ประวัติของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการเหล็กของลิเวอร์พูล

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

SPORTTOUR วันนี้จะพาไปรู้จักกับกองหลังที่ว่ากันว่า เขาคือแนวรับที่เทพที่สุดในยุคนี้ก็คือ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เป็นกำแพงเพชรเม็ดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล และเขาช่วยพาทีมสานความฝันให้เหล่าชาว เดอะ ค็อป เป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จในรอบ 30 ปี

ข้อมูลนักเตะ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

  • ชื่อเต็ม : เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk)
  • เกิด : 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1991
  • อายุ : 29 ปี
  • สัญชาติ : เนเธอร์แลนด์
  • สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล , เบอร์ 4
  • ตำแหน่ง : เซนเตอร์ฮาล์ฟ , กองหลัง
  • ส่วนสูง : 193 เซนติเมตร

จุดเริ่มต้นนักฟุตบอลอาชีพของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

ฟาน ไดจ์ค ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาที่เมือง เบรด้า ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้เขาเป็นคนเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่เกิด โดยพ่อของเขาเป็นชาวดัตช์ ส่วนคุณแม่เป็นคนจากประเทศซูรินาม ประเทศบริเวณทวีปอเมริกาใต้ ทำให้เขามีเชื้อสาย ซูรินาม จากคุณแม่ อีกด้วย

ฟาน ไดจ์ค หลงรักในกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ เขามีความฝันที่จะเป็นนักเตะอาชีพให้ได้ เพื่อที่จะหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัวของเขา จนกระทั่งเขามีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในศูนย์ฝีกของ วิลเล่ม ทเว 2 ในปี 2009 ซึ่งที่นี่เองที่เป็นที่แรกที่เขาได้ฝึกฟุตบอลแบบจริงๆ จังๆ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ได้แต่เตะบอลตามสนาม หรือข้างถนน

แต่ว่า ฟาน ไดจ์ค ก็อยู่ที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เพราะด้วยความเก่งและความเก๋าในตัวทำให้เขาพัฒนาหรือสโมสรใหม่จะเล็งเห็นอะไรก็ตามแต่ เขาก็ได้ย้ายไปอยู่กับ โกรนิงเก้น ทีมลูกหนังชื่อดังในลีกฮอลแลนด์ ในปีถัดมา ซึ่งในช่วงแรกนั้นเจ้าตัวยังได้ลงเล่นในระดับเยาวชนอยู่ จนกระทั่ง ในปี 2011 เขาก็ถูกดันขึ้นเล่นในทีมชุดใหญ่ และได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะระดับอาชีพแบบเต็มตัว และจาการเซ็นสัญญาครั้งนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กหนุ่มจากเมืองเบรด้า คนนี้

โกรนิงเก้น
ฟาน ไดจ์ค ในสีชุดของ โกรนิงเก้น

ฟาน ไดจ์ค ได้ลงสนามเกมแรกในฐานะนักเตะอาชีพในแมตช์ที่เจอกับ เดน ฮาก เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2011 โดยเจ้าตัวลงเล่นในฐานะนักเตะตัวสำรอง นาทีที่ 72 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ และหลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น และกลายเป็นกำลังหลักของทีม ซึ่งเจ้าตัวลงเล่นไปมากกว่า 63 นัด ระหว่าง ปี 2011-2013

ด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมนี้เอง แมวมองของสโมสร กลาสโกว์ เซลติก ทีมยักษ์ใหญ่จากลีกสกอตแลนด์ หลงรักในการเล่นสไตล์ของเขา จากนั้นทัพ “ม้าลายเขียวขาว” ก็เดินหน้าทาบทามตัวไปร่วมทีม และจัดการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 21 มิถุนายน 2013 ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์ เท่านั้น โดยเป็นการเซ็นสัญญายาวถึง 4 ปี อย่างคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค สมัยเซลติก
ฟาน ไดจ์ค สมัยค้าแข้งกับ เซลติก กำลังดวงกับ เนย์มาร์ สมัยค้าแข้งกับ บาร์เซโลน่า

การย้ายมาเล่นในสกอตติช พรีเมียร์ชิพ กับ เซลติก จะถือว่าเป็นที่ฝึกเพิ่มความแข็งและความเก๋ามากขึ้นก็ว่าได้ เพราะต้องเจอระดับลีกที่ใหญ่กว่า เก่งกว่า โดยเขาได้ลงเล่นนัดแรกให้กับทีมด้วยการลงมาเป็นตัวสำรอง ในช่วง 13 นาทีสุดท้าย ในเกมที่ เซลติก เอาชนะ อเบอร์ดีน ไป 2-0 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ออกสตาร์ทในตำแหน่งตัวจริงมาโดยตลอด

ฟาน ไดจ์ค สามารถยิงประตูแรกให้กับ เซลติก ในแมตช์ที่ทีมเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปได้ 4-1 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2013 ซึ่งเขาสามารถทำประตูได้ด้วยลูกโหม่งลูกเก่งของเขา และเมื่อจบฤดูกาลนี้เขาก็มีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีก แถมตัวเขาเองยังถูกเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยมของลีกทันที ทั้งๆ ที่ย้ายมาเล่นเป็นปีแรกเท่านั้นเอง

หลังจากเริ่มอิ่มตัวกับความสำเร็จที่ เซลติก เวลานั้น ฟาน ไดจ์ค ตัดสินใจเปิดใจกับตัวเองให้ทีมที่สนใจเขาเข้ามาติดต่อซื้อตัวเขาไปได้ ถึงเวลาที่เขาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้ง เพื่อเส้นทางความท้าทายใหม่ๆ ในลีกที่ระดับสูงใหญ่ขึ้น

อย่างไรนั้นก็มีทีมจากลีก อังกฤษ สนใจเขาและได้ติดต่อเข้ามาหาเอเย่นต์ของเขาเมื่อ เซาแฮมป์ตัน ทีมชื่อดังในลีกอังกฤษ ได้ทาบทามตัวเขามาร่วมทีมในวันที่ 1 กันยายน 2015 ทัพ “นักบุญ” ภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน กุนซือชาติเดียวกัน ก็ได้ต้อนรับเขาเข้าสู่ทีม ด้วยค่าตัวในการย้ายประมาณ 13 ล้านปอนด์

หลังย้ายมาปุ๊บ เจ้าตัวก็ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดแรกที่ลงสนามเลยทันที ในวันที่ 12 กันยายน 2015 โดยแมตช์นั้น เซาแฮมป์ตัน เสมอกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 0-0 และเพียงนัดที่ 2 ของเขาภายใต้สีเสื้อ “นักบุญ” ฟาน ไดจ์ค ก็สามารถยิงประตูแรกให้กับทีมได้เลย โดยเจ้าตัวสามารถพังตาข่ายคู่แข่งได้ในแมตช์ที่ทีมเอาชนะ สวอนซี ซิตี้ ไปได้แบบสวยงาม 3-1

ทำประตูแรกได้
ฟาน ไดจ์ค กำลังดีใจกับประตูแรกของเขาที่ทำให้ทีมต้นสังใหม่ได้

ฤดูกาลถัดมา ฟาน ไดจ์ค ได้รับบทบาทสำคัญ นั่นก็คือการถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีม แทนที่ โชเซ่ ฟอนเต้ กัปตันคนเก่าที่ย้ายออกจากทีมไป และในฤดูกาลนี้ เขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งเหมือนเดิม และช่วยพา เซาแธมป์ตัน ทีมต้นสังกัดจบอันดับที่ 8 ของตารางและหลังจากจบซีซั่นนี้ กองหลังชาวดัตช์ ก็กลายเป็นนักเตะเนื้อหอม หลายๆ ทีมในยุโรปต้องการดึงตัวเขาไปร่วมทีม โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมที่กำลังสร้างทีมเพื่อทวงความยิ่งใหญ่คืนมา ให้ความสนใจแบบจริงจังอย่างมาก และบอสใหย่ของ ลิเวอร์พูล คาดว่าน่าจะไม่พลาดที่จะได้ตัวมาร่วมทีมอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2017 ชาวเดอะค็อปก็ได้เฮกันแบบสุดเสียง คอแตก ฟาน ไดจ์ค ได้ตกลงย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของทัพ “หงส์แดง” อย่างเป็นทางการ และทำให้เขากลายเป็นนักเตะแนวรับที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลกในเวลานั้น ไปอีกด้วย

ฟาน ไดจ์ค ลงสนามเกมแรกให้กับ ลิเวอร์พูล ในวันที่ 5 มกราคม 2018 ซึ่งเป็นเกม เอฟเอ คัพ รอบที่สาม ที่ทีมดวลกับ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเขาก็ทำสุดยอดสถิติที่ใครก็ยากจะทำลาย เมื่อลงสนามเกมแรกให้กับทีม และสามารถยิงประตูได้ ในศึก เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ แถมยังช่วยทีมเอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง 2-1 อีกด้วย

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ ฟาน ไดจ์ค ก็มาถึง

เมื่อ ลิเวอร์พูล ได้กองหลังปราการเหล็กอย่าง ฟาน ไดจ์ค มาในฤดูกาลแรกที่ผ่านเข้ารอบ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ไปถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยพบกับ เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่จากสเปน ทว่าทีมก็ต้องอกหักเมื่อพ่ายในนัดชิงให้กับ เรอัล มาดริด ไปแบบสุดเจ็บใจ 3-1 พลาดถ้วยรางวัลอย่างน่าเสียดาย

ฤดูกาลต่อมา ฟาน ไดจ์ค โชว์ฟอร์มได้ย่างยอดเยี่ยมมาก ช่วยให้เกมรับของทีมเสียประตูยากมาก จนทีมทะยานเข้าไปชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกครั้ง และครั้งนี้ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ยอมซ้ำประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 เมื่อจัดการเอาชนะ สเปอร์ส คู่แข่งร่วมลีก ไปได้แบบสบาย 2-0 คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ

แชมป์ยูฟ่า
จูบถ้วยฉลองแชมป์ คว้าถ้วยใหญ่ที่สุดในยุโรปได้เป็นครั้งแรกในชีวิตเขา

ในฤดูกาล 2019/2020 ลิเวอร์พูล ก็เร่งเครื่องตั้งแต่นัดแรก เดินหน้ากวาดชัยชนะแบบไที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ โดย ฟาน ไดจ์ค ได้นำทัพหงส์แดง ไล่ผงาดทุกทีมที่ขวางหน้า ตัวเขาเองก็ขึ้นไปโหม่งทำประตูให้กับทีมอยู่บ่อยๆ มีผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยม ทำแต้มทิ้งห่างทีมอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น และแทบจะเข้าป้ายรับแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ตั้งแต่จบครึ่งฤดูกาลแรกแล้ว

แต่แล้วเหตุการณ์ที่แฟนบอลทั้งโลกไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การฟาดแข้งพรีเมียร์ลีกต้องหยุดการแข่งขันในช่วงต้นเดือนมีนาคม แต่ทีมจะเป็นแชมป์เสียอย่าง ไม่ว่าสิ่งไหนก็ไม่สามารถมาหยุดยั้งความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ได้

ufabet.com
ฟาน ไดจ์ค ช่วยพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

กลางเดือนมิถุนายน 2020 ศึก พรีเมียร์ลีก ก็กลับมาแข่งได้อีกครั้ง หลังจากหยุดแข่งไปนานเกือบ 3 เดือน และเพียงไม่กี่นัดหลังจากกลับมาเตะใหม่ ฟาน ไดจ์ค และ พลพรรค “หงส์แดง” ก็สามารถผงาดคว้าแชมป์ได้สำเร็จ หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกไปพ่ายให้กับ เชลซี 1-2 ทำให้แต้มของ “เรือใบสีฟ้า” ตามไม่ทันแล้ว เป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี อีกด้วย

เกียรติประวัติ

กลาสโกว์ เซลติก : แชมป์ สกอตติช พรีเมียร์ชิพ 2 สมัย : 2013-2014 , 2014-2015 , แชมป์ สกอตติช ลีก คัพ 1 สมัย : 2014-2015

ลิเวอร์พูล : แชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 สมัย : 2019-2020 , แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย : 2018-2019 , แชมป์สโมสรโลก 1 สมัย : 2019 , แชมป์ ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ 1 สมัย : 2019

รางวัลส่วนตัว

  • ติดทีมยอดเยี่ยม สกอตติช พรีเมียร์ชิพ : 2013-2014 , 2014-2015
  • นักเตะยอดเยี่ยม PFA : 2018-2019
  • นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของยูฟ่า : 2018-2019
  • กองหลังยอดเยี่ยม ของยูฟ่า : 2018-2019
  • ติดทีมยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก : 2019-2020